วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สรุปผลและอภิปรายผลงาน
สรุป
การทำโครงงานขนมบัวลอยสามสีครั้งนี้ทำให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันสืบค้นหาข้อมูลและปฏิบัติเป็นรูปเล่มโครงงานและทำเป็นของหวานเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
และนอกจากนี้ยังเป็นการศึกษาวิธีการทำ และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
อภิปราย
1.
สามารถนำเอาโครงงานมาเป็นแบบอย่างในการศึกษาข้อมูลในการทำครั้งต่อไป
2.
ใช้ประโยชน์จากรูปเล่มโครงงานไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
3.
นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
4.
ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้กับตนเองและครอบครัว
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน
ในการทำโครงงานเรื่องบัวลอยสามสีในครั้งนี้
ทำให้ได้รู้และศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประยุกต์ใช้และได้รับประโยชน์ ดังนี้
1.
รู้และนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี
2.
ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆและนำมาจัดทำเป็นรูปเล่มโครงงาน
เพื่อการศึกษาต่อไป
3.
นำไปประกอบการเรียนรู้ในวิชาที่เกี่ยวข้อง
4.
ได้เรียนรู้และฝึกทักษะการทำบัวลอยสามสี
เคล็ดลับ
ในการปันเม็ดบัวลอยควรปันเบาๆๆๆ
เพื่อไม่ให้เม็ดแตก
หมายเหตุ
บัวลอยสามสีนี้เป็นสูตรที่ใช้สำหรับสอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คหกรรม) วิชาขนมไทย 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ดัดแปลงสูตรโดย อาจารย์ภาวดี กีรติอังกูร และ อาจารย์พีระโรจน์ ศิริปัญจนะ ซึ่งง่ายต่อการทำ
บัวลอยสามสีนี้เป็นสูตรที่ใช้สำหรับสอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คหกรรม) วิชาขนมไทย 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ดัดแปลงสูตรโดย อาจารย์ภาวดี กีรติอังกูร และ อาจารย์พีระโรจน์ ศิริปัญจนะ ซึ่งง่ายต่อการทำ
ผลการเรียนรู้
จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกทำขนมบัวลอยสามสีผลที่ได้คือพวกเราได้เรียนรู้วิธีการทำขนมที่ถูกวิธี
และได้ขนมบัวลอยสามสีที่อร่อยด้วยวิธีข้างล่างนี้
วัสดุอุปกรณ์
1.
ช้อน
2.
เตาถ่าน
3.
จาน ชาม
4.
หม้อ
5.
ตะแกง
6.
มีด
7.
เขียง
ส่วนผสม
1.น้ำใบเตยปั่น 1/2
ถ้วย
2.เผีอกนึ่งบด 1/2 ถ้วย
3.ฟักทองนึ่งบด 1/2 ถ้วย
4.กะทิ 400 มล.
5.น้้ำตาลทราย 120 กรัม
6.เกลือ 1 ชช.
7.ใบเตย 3 ใบ
2.เผีอกนึ่งบด 1/2 ถ้วย
3.ฟักทองนึ่งบด 1/2 ถ้วย
4.กะทิ 400 มล.
5.น้้ำตาลทราย 120 กรัม
6.เกลือ 1 ชช.
7.ใบเตย 3 ใบ
8.แป้งข้าวเหนียว
9.
แป้งมัน
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เผือก
เป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง คนไทยนิยมบริโภคเผือกเพราะมีกลิ่นหอมและรสชาดดี เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่าง
ๆ ส่วนใบประกอบ ไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ
ซึ่งใบเผือกสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย และมีเผือกบางประเภท
ที่ใช้ ใบ สำหรับบริโภคซึ่งหัวจะมีขนาดเล็ก ไม่เหมาะต่อการบริโภค
ปัจจุบันเผือกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง
ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซียประเทศไทยมีการปลูกเผือกอยู่ทั่วไป ทุกภาคของประเทศ มีพื้นที่ปลูกเผือกทั้งประเทศปีละ
ประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 45,000-65,000 ตัน
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2-2.5
ตันต่อไร่ ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ
ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก นครราชสีมา
สุรินทร์ สระบุรี อยุธยา สิงห์บุรี ปราจีนบุรี นครนายก นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์
ราชบุรี สุพรรณบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
ข้อดีของเผือก
- เผือกมีฤทธิ์เป็นกลาง เป็นอาหารที่บำรุงสุขภาพและให้พลังงานไปพร้อม ๆ กัน มีรสหวานอมเผ็ดนิดหน่อยเหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาด้านการย่อยอาหาร เผือกมีแคลอรีสูงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ส่วนที่ใช้ในการรับประทานคือส่วน หัว ของเผือกที่อยู่ใต้ดิน เผือกจะมีสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม วิตามินบี 1 วิตามินซี และที่สำคัญมีธาตุเหล็กสูงและยังมีฟลูอออไรด์สูง ช่วยทำให้ฟันไม่ผุ กระดูกแข็งแรง เผือกยังช่วยบำรุงไต บำรุงลำใส้และแก้อาการท้องเสียอีกด้วย
- เผือกมีฤทธิ์เป็นกลาง เป็นอาหารที่บำรุงสุขภาพและให้พลังงานไปพร้อม ๆ กัน มีรสหวานอมเผ็ดนิดหน่อยเหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาด้านการย่อยอาหาร เผือกมีแคลอรีสูงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ส่วนที่ใช้ในการรับประทานคือส่วน หัว ของเผือกที่อยู่ใต้ดิน เผือกจะมีสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม วิตามินบี 1 วิตามินซี และที่สำคัญมีธาตุเหล็กสูงและยังมีฟลูอออไรด์สูง ช่วยทำให้ฟันไม่ผุ กระดูกแข็งแรง เผือกยังช่วยบำรุงไต บำรุงลำใส้และแก้อาการท้องเสียอีกด้วย
-เผือกมีประโยชน์มากมายอย่างที่เราบอกนี้แหละ แต่กันรับประทานเผือกมากเกินไปก็จะทำให้ม้ามทำงานไม่ค่อยดี และยังทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ค่อยดีอีกต่างหาก การรับประทานเผือกจึงต้องทานในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะดีต่อร่างกายนะ
ฟักทอง
ชื่อโดยทั่วไป ฟักทอง , Pumpkin
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cucurbita maxima Duchesne.
ชื่อวงศ์ CUCURBITACEAE
ชื่อตามภูมิภาคหรือตามท้องถิ่น
หมากอึ (ภาคอิสาน) มะฟักแก้ว (ภาคเหนือ)
มะน้ำแก้ว (เลย) น้ำเต้า (ภาคใต้) หมักอื้อ (เลย-ปราจีนบุรี) หมากฟักเหลือง
(ฉาน-แม่ฮ่องสอน) เหลืองเคล่า หมักคี้ล่า
คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทยของฟักทอง
เนื่องจากประโยชน์ของฟักทองมีมากมายจริงๆ
จึงขอแยกย่อยเป็นข้อๆและคัดมาเฉพาะส่วนสำคัญให้ได้อ่านกัน
1.ฟักทองนั้นเป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ อาจขัดกับความคิดของหลายๆคน
แต่จากการวิจัยเทียบกับพืชชนิดอื่นถือว่าต่ให้พลังงานต่ำ มีไขมันน้อย
จึงเหมาะแก่คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก (ทานฟักทองเป็นมื้อหลักช่วยควบคุมน้ำหนักได้
แต่ทานฟักทองเป็นของหวาน หลังจากทานข้าวขาหมูเสร็จ ฟักทองไม่ช่วยอะไรนะครับ)
อีกทั้งฟักทองยังมีกากไยมากสามรถช่วยระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
2.คาร์โบไฮเดรตในฟักทอง ช่วยรักษาและบรรเทาอาการ แผลในกระเพาะอาหาร
และลำไส้ในส่วนบนได้ด้วย คนที่เป็นโรคกระเพาะแนะนำเลยครับ
ทานฟักทองนึ่งไปไม่ผิดหวัง อาการปวดท้องของท่านจะบรรเทาเบาบาง
แบบไม่ต้องพึ่งแอนตาซิล (เชยเนาะสมัยนี้เขาต้อง กราวิสคอนแล้ว)
แต่ถ้าเป็นมากๆแนะนำให้หาหมอนะครับ
3.จากการวิจัยพบว่า
สามารถช่วยบรรเทาอาการหอบหืดที่เกิดจากหลอดลมอักเสบในผู้สูงอายุได้
4.หากรับประทานฟักทองทั้งเปลือกจะสามรถกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย หากขาดสารตัวนี้
หรือการหลั่งอินซูลินผิดปรกติ จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้
นอกจากนี้การรับประทานทั้งเปลือกยัง สามรถควบคุมความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต
บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้อีกด้วย
5.ในฟักทองมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ จะช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส
(แต่ไม่ถึงขั้นขาววิ้งนะครับ)
6.สตรีหลังคลอดบุตรหากทางฟักทอง ซึ่งตามตำราสมุนไพรไทยเขาเรียก”มีฤทธิ์อุ่น” จะช่วยย่อยอาหารทำให้กระเพาะอุ่น
บำรุงกำลัง และลดการอักเสบ แก้ปวดได้ดีมากๆ
นี่แหละครับประโยชน์ของผลฟักทอง แต่ยัง
ยังไม่หมดนอกจากผลแแล้วส่วนอื่นๆของฟักทองก็มีประโยชน์ไม่น้อย ลองมาดูกัน
·
ใบอ่อนของฟักทอง (ใบแก่ไม่พูดถึงนะครับเพราะทานลำบาก)
เชื่อหรือไม่ว่าในใบอ่อนมีวิตามินซีสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง นอกจากนั้นยังมีฟอสฟอรัส
สูงกว่าในเนื้อฟักทองเสียอีก
·
ดอกของฟักทอง ในดอกมีวิตามิน A แคงเซียม และฟอสฟอรัส แถมยังมีวิตามินซีด้วยเล็กน้อย
·
เมล็ดฟักทอง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน
และที่สำคัญยังมีสารที่ชื่อ คิวเคอร์บิตาซิน ( Cucurbitacin ) สารตัวนี้สามรถกำจัดพยาธิจำพวกพยาธิตัวตืดได้อีกด้วย และเมล็ดฟักทองยังมีสรรพคุณขับปัสสาวะ
ป้องกันการเกิดนิ่ว และป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เป็นอย่างดี
·
น้ำมันจากเมล็ดดอกฟังทอง ช่วยบำรุงประสาทได้ดี อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนบางชนิด
ที่ป้องกันต่อมลูกหมาก ของท่านชายขยายใหญ่ขึ่น
ช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากอัณฑะให้อยู่ในระดับปรกติ
·
รากฟักทอง นำมาต้มใช้ดื่มแก้ไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย
·
เยื่อที่อยู่กลางผล ก็ส่วนที่เราคว้านทิ้งเวลาเอาฟักทองมาทำอาหารนี่แหละ
ซึ่งเยื่อตัวนี้สามรถนำมาพอกแผลได้ แก้อาการฟกช้ำปวดอักเสบได้อย่างดี
การนำฟักทองไปใช้
หัวข้อนี้คงไม่ขอพูดอะไรมาก
แต่ขอยกตัวอย่างเมนูบางส่วนจากฟักทองก็แล้วกัน เมนูที่แนะนำคือ แกงเผ็ดเนื้อใส่ฟักทอง แกงเลียง ฟักทองผัดไข่ ส่วนของหวานก็มี
สังขยาฟักทอง (อันนี้ชอบมากเป็นการส่วนตัว) ขนมฟักทอง บวดฟักทอง ฟักทองนึ่ง
ฟักทองเชื่อม และอื่นๆที่ไม่ได้กล่าว
คำแนะนำเพิ่มเติม
- การเลือกฟักทองควรเลือกพันธ์ที่มีรสหวาน เนื้อละเอียด
จะมีสรรพคุณทางยามาก (เรื่องรสหวานเนื้อละเอียดถามคนขายดูได้ถ้าเขาไม่โกหก
โดยส่วนใหญ่พันธ์ผสมจะเป็นที่นิยม)
- การทานฟักทองมากเกินไปจะทำให้ผิวเหลือง แน่นท้อง
ผู้รู้เขาแนะนำว่าการใส่กระเทียมเจียวกับเต้าเจี๊ยวในผัดฟักทอง
จะชาวยลดการแน่นท้องลงได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




